หน้าแรก ประวัติความเป็นมา ภารกิจ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ผู้บังคับบัญชา ร้องเรียน/ร้องทุกข์ ดาวน์โหลดหนังสือราชการ

ติดต่อสอบถาม: 032-442434 ต่อ 550 , 084-1430404               

           

รายชื่อคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ ๒๗  ประจำปี ๒๕๕๗

สหกรณ์ออมทรัพย์กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ จำกัด


                                                                      

พล.ต.ต.ปรีชา บุญสุข 

 ประธานกรรมการ


                                                                                       

              พ.ต.อ.ทัศนา   แสงงาม                                                                       พ.ต.อ.ณพล  บุญประสิทธิ์

               รอง ประธานกรรมการ                                                                            รอง ประธานกรรมการ        


พ.ต.ท.หญิง  พธู   วุฑฒวิภาต                 พ.ต.ท.หญิง กรองทอง  เกตุบุญลือ

กรรมการ/เลขานุการ                             กรรมการ/เหรัญญิก

 

พ.ต.อ. ศักดิ์สิทธิ์   อินทชาติ                       พ.ต.ท. พีระศักดิ์  เครือสุวรรณ์

กรรมการ                                                กรรมการ

 

พ.ต.ท. สุชาติ  มากกำเหนิด                    พ.ต.ท. รังสรรค์  เนตรเกื้อกิจ

กรรมการ                                         กรรมการ

 

 

พ.ต.ท.เดชฤทธิ์  สะถิตรโชติ                          พ.ต.ท. สุทน      บูลย์ชนะ

กรรมการ                                                กรรมการ

พ.ต.ท. ประสาน    ปาณะวงค์                            ร.ต.อ.หญิง นิออล  หงษ์โยธี

กรรมการ                                                    กรรมการ

 

ร.ต.ต. เจริญ  อุปวรรณะ                                  ด.ต. วัลลภ   มีใหม่

กรรมการ                                                   กรรมการ

                                                        

ผู้ตรวจสอบกิจการ

พ.ต.ท. สมศักดิ์   สุนทรมัจฉะ

ด.ต. ชวฤทธิ์   กือเย็น

ด.ต. หญิง  พรศิลป์   ศรีสุวรรณ

ฝ่ายจัดการ

พ.ต.ท. รณรงค์   เชื้อนาค

ผู้จัดการ สหกรณ์ออมทรัพย์กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ จำกัด

 

ด.ต.หญิง ดวงจันทร์  ศรีทอง                ด.ต.หญิง  ชีวี   โพธิ์ขาว                   ด.ต.  สวัสดิ์   เตรียมวัฒนา

จนท.ฝ่ายทะเบียน                     จนท.ฝ่ายธุรการ/ทะเบียน                        จนท.ฝ่ายธุรการ

 

นาง กรกนก    บุตรโพธิ์                 นาง นงนุช      คล้ำคล้าย

จนท.ฝ่ายบัญชี                           จนท.ฝ่ายการเงิน

                                               

แบบฟอร์มต่างๆ(สามารถดาวน์โหลดได้)


แบบฟอร์มคำขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน

คำขอกู้เงินสามัญ(หน้า)

คำขอกู้เงินสามัญ(หลัง)

หนังสือกู้เงินสำหรับเงินกู้สามัญ(หน้า)

หนังสือกู้เงินสำหรับเงินกู้สามัญ(หลัง)

หนังสือค้ำประกันสำหรับเงินกู้สามัญ(หน้า)

หนังสือค้ำประกันสำหรับเงินกู้สามัญ(หลัง)

ข่าวประชาสัมพันธ์

ประวัติการก่อตั้ง

เมื่อวันที่ ๑๒มกราคม ๒๕๓๑ พล.ต.ท. วิภาสวิบุลากรผบช.ตชด. ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดบช.ตชด. ที่ยังไม่ได้จัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ฯให้ดำเนินการจัดตั้งให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค. ๒๕๓๑ ในส่วนของ กก.สอ.ตชด.  ในขณะนั้นข้าราชการตำรวจได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจำกัดจึงได้ดำเนินการตามนโยบายของ ผบช.ตชด. โดยยื่นหลักฐานต่อนายทะเบียนจังหวัดเพชรบุรีเมื่อ ๒๑มี.ค. ๒๕๓๑ได้จดทะเบียนสหกรณ์เมื่อ   วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เลขหมายทะเบียนสหกรณ์ที่๐๐๙๓๒๑มีสมาชิกเมื่อเริ่มก่อตั้งจำนวน ๑๔๘ คนทุนเรือนหุ้นจำนวน ๓,๙๒๕ หุ้น                  เป็นเงิน ๓๙,๒๕๐ บาทและได้รับโอนสมาชิกจากสหกรณ์ออมทรัพย์กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจำกัดมาเพื่อดำเนินการดังนี้

-  จำนวนสมาชิกจำนวน๑,๐๐๐คนเศษ

-  ทุนเรือนหุ้นจำนวน๑๙ล้านบาทเศษ

เงินให้กู้สามัญจำนวน๓๓ล้านบาทเศษ

เมื่อวันที่ ๑ เมษายน  ๒๕๓๒ได้เปิดดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดนจำกัดณอาคารกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดนอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์โดยได้รับเงินทุนสาธารณประโยชน์จากสหกรณ์ออมทรัพย์กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจำกัดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อใช้ในการจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน

สหกรณ์ออมทรัพย์ฯได้ประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกเมื่อวันที่๙มกราคม๒๕๓๒มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน๑๐๙คน

คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย

๑.พ.ต.อ. ชัยยันต์  มะกล่ำทอง                        ประธานกรรมการ

๒.พ.ต.ท. ณรงค์  ศิริสุนทร                             รองประธานกรรมการ

๓.พ.ต.ท. สุรเดช  แสงประดิษฐ์                       รองประธานกรรมการ

๔.พ.ต.ท. สุพิชัย  สุวรรณเอี่ยม                        รองประธานกรรมการ

๕.พ.ต.ท. พินิจ  สมประสงค์                           กรรมการและเลขานุการ

๖.พ.ต.ท. อุดม  แสนสุขสิริสวัสดิ์                     กรรมการ

๗.พ.ต.ต. พรชัย  พุ่มสอาด                            กรรมการ

๘.พ.ต.ต. สุเดช   ศรีเพชร                            กรรมการ

๙.พ.ต.ต. ถาสุข   ว่องวาจานนท์                    กรรมการ

๑๐.พ.ต.ต. ยงยุทธ   จันทร์ฉาย                      กรรมการ

๑๑.พ.ต.ต. พัฒนศักดิ์    สุนทรศารฑุล            กรรมการ

๑๒.พ.ต.ต. นัทที   ศรีวิชัย                          กรรมการ

๑๓.พ.ต.ต. สำเร็จ   เหรียญประยูร                 กรรมการ

๑๔.ร.ต.อ. พิษณุ   จันทรา                          กรรมการ

๑๕.ร.ต.อ. สนั่น   ใจท้ง                          กรรมการ

เจ้าหน้าที่ชุดแรกประกอบด้วย

๑.ด.ต. ณรงค์  วงศ์ผา                                    เจ้าหน้าที่รับจ่ายเงิน

๒.  จ.ส.ต. จรัสพงษ์    เสริมศักดิ์ศศิธร                เจ้าหน้าที่ธุรการ

๓.  จ.ส.ต.หญิงอาภาณัฐ     มีเนตรทิพย์               เจ้าหน้าที่บัญชี –ทะเบียน

๔.  ส.ต.อ.หญิงลำดวน     กลิ่นจันทร์                   เจ้าหน้าที่บัญชี –ทะเบียน

๕.  พลฯหญิงมยุรี      แก้วหนองแสง           เจ้าหน้าที่บัญชี –ทะเบียน

ผู้จัดการคนแรก

-  พ.ต.ท. พินิจ     สมประสงค์

หลักเกณฑ์การกู้เงินสามัญ

- วงเงินกู้สามัญสูงสุดจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท

- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ บาทต่อปี

- ชำระไม่เกิน ๕๔ งวด

  

ประวัติการสหกรณ์

          ระหว่างศตวรรษที่๑๘-๑๙ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในยุโรปมีการนำเอาเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคนซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจคือเกิดภาวะการณ์ว่างงานและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วไปการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงครั้งนี้เริ่มต้นจากประเทศอังกฤษชาวอังกฤษต้องประสบกับปัญหาความเดือดร้อนอย่างมากมายจากการที่นายทุนใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมีการปลดคนงานออกจากโรงงานส่วนผู้ประกอบการรายย่อยต้องเลิกล้มกิจการไปสภาพสังคมทั่วไปมีการแบ่งชนชั้นออกเป็น๒ฝ่ายคือฝ่ายนายทุนและทางฝ่ายกรรมการนายทุนพยายามแสวงหากำไรจากการลงทุนมากที่สุดโดยการเอารัดเอาเปรียบฝ่ายกรรมกรทุกวิถีทาง

          จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ บรรดากรรมกรที่ถูกบีบคั้นทั้งหลายจึงเริ่มแสวงหาหนทาง ที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ยากของพวกตนประกอบกับเวลานั้นมีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดอยากจะช่วยพยุงฐานะของสังคมให้ดีขึ้นได้เสนอแนวทางปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมโดยการร่วมมือระหว่างผู้ที่เดือดร้อนให้รู้จักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันแนวความคิดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดระบบสหกรณ์ขึ้นในเวลาต่อมา

          บุคคลแรกที่สอนให้คนทั่วไปรู้จักคำว่า "สหกรณ์" คือโรเบอร์ต โอเวน ชาวอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิด การสหกรณ์ขึ้นในโลก และได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการสหกรณ์ เดิมโอเวนเป็นคนที่ยากจน แต่ความเฉลียวฉลาดและรู้จักวิธีการทำมาหากินจึงทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นผู้จัดการและมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของโรงงานเขาเป็นนายจ้างที่มีความหวังดีต่อกรรมกรจึงได้ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ทั่วไปของคนงานให้ดีขึ้นหลังจากนั้นโอเวนได้หาวิธีช่วยเหลือกรรมกรอื่นๆโดยสอนให้รู้จักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อขจัดปัญหาความเดือดร้อนต่างๆซึ่งเป็นวิธีการของระบบสหกรณ์โอเวนเสนอให้จัดตั้ง "ชมรมสหกรณ์" (Co-operative Community)ให้ชมรมสหกรณ์นี้ผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆใช้เองโดยไม่ใช้เครื่องจักรทรัพย์สินของชมรมเป็นของส่วนรวมเพื่อมิให้สภาพนายทุนปะปนอยู่ในชมรมการจัดตั้งชมรมสหกรณ์นี้จะต้องใช้เงินทุนและที่ดินเป็นจำนวนมากและโอเวนก็ได้พยายามเผยแพร่แผนการจัดตั้งชมรมสหกรณ์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจสหกรณ์ในฐานะสมาคมเพื่อเศรษฐกิจแต่โอเวนยังไม่สามารถจัดตั้งชมรมสหกรณ์ในประเทศอังกฤษได้เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพสังคมในสมัยนั้นโอเวนจึงได้เดินทางไปประเทศอเมริกาและทดลองจัดตั้งชมรมสหกรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่นิวฮาโมนีรัฐอินเดียนาสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ.๒๓๖๘ให้ชื่อว่านิวฮาโมนี  (New armony) แต่ได้ล้มเลิกไปในระยะเวลาต่อมาเนื่องจากไม่ได้คัดเลือกสมาชิกและไม่มีกิจกรรมเพียงพอให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายนอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปกครองและศาสนาอย่างไรก็ตามแนวความคิดของโอเวนก็มีอิทธิพลต่อนักปฏิรูปทางเศรษฐกิจเขาได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือร่วมใจระหว่างมนุษย์ในอันที่จะช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ให้สูงขึ้น

          อีกท่านหนึ่งคือนายแพทย์วิลเลี่ยมคิงอาศัยอยู่ในเมืองไบรตันประเทศอังกฤษเป็นผู้นิยมให้ความคิดทางสหกรณ์ของโอเวนแต่เห็นว่าโครงการของโอเวนต้องใช้เงินทุนจำนวนมากซึ่งจะทำให้เป็นจริงได้ยากนายแพทย์คิงจึงเริ่มต้นจากการชี้แจงให้คนงานรวมทุนกันคนละเล็กละน้อยตั้ง "สมาคมการค้า" (Trading Assiciation) ในรูปสหกรณ์ขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๐เป็นรูปร้านสหกรณ์จำหน่ายสินค้าแต่มีข้อแตกต่างไปจากร้านสหกรณ์ในปัจจุบันคือกำไรที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของร้านสหกรณ์นี้จะไม่นำมาแบ่งปันกันแต่จะเก็บสมทบไว้เป็นทุนเพื่อใช้ขยายงานของร้านสหกรณ์ต่อไปจนสามารถจัดตั้งชมรมสหกรณ์ตามแบบโอเวนได้ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวทำให้ร้านค้าแบบสหกรณ์ในรูปแบบนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากการเก็บกำไรทั้งหมดไว้ไม่จ่ายคืนแก่สมาชิกทำให้สมาชิกไม่ศรัทธาสหกรณ์อย่างไรก็ตามกิจการของนายแพทย์คิงก็คล้ายกับร้านสหกรณ์ในปัจจุบันฉะนั้นในวงการร้านสหกรณ์สมัยนี้จึงให้เกียรติแก่ท่านมาก

          ต่อมาเมื่อมีสมาชิกเพิ่มและธุรกิจการค้าขยายใหญ่ขึ้นก็ได้มีการทำธุรกิจกับบุคคลภายนอกด้วยนักสหกรณ์รอชเดลหรือที่เรียกกันว่า"ผู้นำแห่งรอชเดล" ได้กำหนดหลักปฎิบัติไว้๑๐ประการซึ่งมีสาระสำคัญหลายประการที่ถูกยึดถือเป็นหลักสหกรณ์สากลมาจนถึงปัจจุบันแม้เวลาจะล่วงเลยมาเป็นเวลานานแต่ร้านสหกรณ์รอชเดลก็ยังคงอยู่และกลายเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่านั้นวิธีการของร้านสหกรณ์สำหรับผู้บริโภคแบบนี้ได้เผยแพร่หลายออกไปสู่ประชาชนกลุ่มอื่นๆปัจจุบันร้านสหกรณ์ที่ถือหลักการสำคัญๆอย่างเดียวกันนี้มีอยู่ในประเทศต่างๆเป็นจำนวนมาก

          ส่วนสหกรณ์ประเภทอื่นๆเช่นสหกรณ์ที่ช่วยเหลือสมาชิกให้กู้ยืมเงินไปทำทุนหรือสหกรณ์เครดิตหรือสหกรณ์สินเชื่อก็เช่นเดียวกันสหกรณ์เหล่านี้เกิดจากความขัดสนและความเดือดร้อนของเกษตรกรและ

กรรมกรเนื่องจากหาเงินกู้ยืมมาประกอบการทำมาหากินได้ยากและแม้ว่าจะกู้มาได้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยแพงจนไม่สามารถหารายได้มาให้เพียงพอกับการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นได้เป็นเหตุให้มีหนี้สินมาก

เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๙๓นายเฮอร์มันชูลซ์ชาวเยอรมันผู้พิพากษาแห่งเมืองเดลิตซ์ได้คิดจัดตั้งสหกรณ์ประเภทหาทุนขึ้นในหมู่ชาวเมืองผู้เป็นช่างฝีมือและพ่อค้าขนาดเล็กโดยรวบรวมขึ้นเป็นองค์การเพื่อจัดหาทุนให้สมาชิกกู้ยืมและในปีพ.ศ. ๒๔๐๕นายฟริดริควิลเฮล์มไรฟไฟเซนชาวเยอรมันนายกเทศมนตรีเมืองเฮดเอสดอร์ฟได้จัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้นในหมู่ชาวชนบทซึ่งเป็นเกษตรกรโดยจัดเป็นองค์การเพื่อจัดหาทุนให้แก่สมาชิกกู้ยืมเช่นเดียวกันในเวลาต่อมาการรวมกันเป็นสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆอันเป็นประโยชน์และเป็นตัวอย่างในการจัดตั้งสหกรณ์แก่ชาวบ้านและชาวเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

--------------------------------------------------------------------------------

ประวัติการสหกรณ์ในประเทศไทย

การสหกรณ์ในประเทศไทยมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อประเทศไทยได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ระบบเศรษฐกิจของชนบทก็ค่อยๆเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบเพื่อเลี้ยงตัวเองมาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเพื่อการค้าความต้องการเงินทุนในการขยายการผลิตและการครองชีพจึงมีเพิ่มขึ้นชาวนาที่ไม่มีทุนรอนของตนเองก็หันไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงและยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุนทุกวิถีทางอีกด้วยชาวนาจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลาทำนาได้ข้าวเท่าใดก็ต้องขายใช้หนี้เกือบหมดนอกจากนี้การทำนายังคงมีผลผลิตที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศถ้าปีไหนผลผลิตเสียหายก็จะทำให้หนี้สินพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆจนลูกหนี้บางรายต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่นาให้แก่เจ้าหนี้และกลายเป็นผู้เช่านาหรือเร่ร่อนไม่มีที่ดินทำกินไปในที่สุด

จากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนาในสมัยนั้นทำให้ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือด้วยการจัดหาเงินทุนมาให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำความคิดนี้ได้เริ่มขึ้นในปลายรัชการที่๕โดยกำหนดวิธีการที่จะช่วยชาวนาในด้านเงินทุนไว้๒วิธีคือ

วิธีที่๑จัดตั้งธนาคารเกษตรเพื่อให้เงินกู้แก่ชาวนาแต่ขัดข้องในเรื่องเงินทุนและหลักประกันเงินกู้ความคิดนี้จึงระงับไป

วิธีที่๒วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุนวิธีนี้เกิดจากรัฐบาลโดยกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในปัจจุบันคือกระทรวงการคลังได้เชิญเซอร์เบอร์นาร์ดฮันเตอร์หัวหน้าธนาคารแห่งมัดราชประเทศอินเดีย

เข้ามาสำรวจหาลู่ทางช่วยเหลือชาวนาได้เสนอว่าควรจัดตั้ง "ธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติ" ดำเนินการให้กู้ยืมแก่ราษฎรโดยมีที่ดินและหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพื่อป้องกันมิให้ชาวนาที่กู้ยืมเงินทอดทิ้งที่นาหลบหนี้สินส่วนการควบคุมเงินกู้และการเรียกเก็บเงินกู้ท่านได้แนะนำให้จัดตั้งเป็นสมาคมที่เรียกว่า "โคออเปอราทีฟโซไซตี้" (Cooperative Society) โดยมีหลักการร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งคำนี้พระราชวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณได้ทรงบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า "สมาคมสหกรณ์" จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยเริ่มศึกษาวิธีการสหกรณ์ขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๕๗แต่ก็ยังมิได้ดำเนินการอย่างไรจนกระทั่งในปี๒๔๕๘ได้มีการเปลี่ยนกรมสถิติพยากรณ์เป็นกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ประกอบด้วยส่วนราชการ๓ส่วนคือการพาณิชย์การสถิติพยากรณ์และการสหกรณ์

การจัดตั้งส่วนราชการสหกรณ์นี้ก็เพื่อจะให้มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นและพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ในฐานะทรงเป็นอธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ขณะนั้นได้ทรงพิจารณาเลือกแบบอย่างสหกรณ์เครดิตที่จัดกันอยู่ในต่างประเทศหลายแบบในที่สุดก็ทรงเลือกแบบไรฟ์ไฟเซนและทรงยืนยันไว้ในรายงานสหกรณ์ฉบับแรกว่า "เมื่อได้พิจารณาละเอียดแล้วได้ตกลงเลือกสหกรณ์ชนิดที่เรียกว่าไรฟ์ไฟเซนซึ่งเกิดขึ้นในเยอรมันก่อนและซึ่งมุ่งหมายที่จะอุปถัมภ์คนจนผู้ประกอบกสิกรรมย่อมๆเห็นว่าเป็นสหกรณ์ชนิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย" จากการที่พระองค์ท่านทรงเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มงานสหกรณ์ขึ้นในประเทศไทยบุคคลทั้งหลายในขบวนการสหกรณ์จึงถือว่าพระองค์ทรงเป็น "พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย" สำหรับรูปแบบของไรฟ์ไฟเซนก็คือสหกรณ์เพื่อการกู้ยืมเงินที่มีขนาดเล็กสมาชิกจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกันทำให้สะดวกแก่การควบคุมท้องที่ที่ได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งสหกรณ์คือจังหวัดพิษณุโลกเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีผู้คนไม่หนาแน่นและเป็นราษฎรที่เพิ่งอพยพมาจากทางใต้จึงต้องการช่วยเหลือผู้อพยพซึ่งประกอบอาชีพการเกษตรให้ตั้งตัวได้รวมทั้งเพื่อเป็นการชักจูงราษฎรในจังหวัดอื่นทีมีผู้คนหนาแน่นให้อพยพมาในจังหวัดนี้และเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ต่อมากรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์จึงได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้นณท้องที่อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลกเป็นแห่งแรกใช้ชื่อว่า "สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้" โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่๒๖กุมภาพันธ์๒๔๕๙มีพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรกนับเป็นการเริ่มต้นแห่งการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ในระยะแรกตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้มีสมาชิกจำนวน๑๖คนทุนดำเนินงาน๓,๐๘๐บาทซึ่งเป็นเงินจากค่าธรรมเนียมแรกเข้า๘๐บาทและเงินทุนจำนวน๓,๐๐๐บาทได้อาศัยเงินกู้จากแบงค์สยามกัมมาจลจำกัดซึ่งก็คือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันโดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นผู้ค้ำประกันและเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารในอัตราร้อยละ๖ต่อปีคิดดอกเบี้ยจากสมาชิกในอัตราร้อยละ๑๒ต่อปีกำหนดให้สมาชิกส่งคืนเงินต้นในปีแรกจำนวน๑,๓๐๐บาทแต่เมื่อครบกำหนดสมาชิกส่งคืนเงินต้นได้ถึง๑,๕๐๐บาททั้งส่งดอกเบี้ยได้ครบทุกรายแสดงให้เห็นว่าการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ไขความเดือดร้อนของชาวนาได้ผลและจากความสำเร็จของสหกรณ์วัดจันทร์ดังกล่าวรัฐบาลจึงได้คิดขยายกิจการสหกรณ์ไปยังจังหวัดอื่นๆแต่การจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกนั้นนอกจากจะมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนแล้วยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายด้วยเพราะพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคมพ.ศ. ๒๔๕๙ทำให้การจัดตั้งสหกรณ์ไม่กว้างขวางพอที่จะขยายสหกรณ์ออกไปหากจะให้การจัดตั้งสหกรณ์เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงจะต้องออกกฎหมายควบคุมให้มีขอบเขตกว้างดังนั้นในเวลาต่อมาทางราชการจึงได้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคมพ.ศ. ๒๔๕๙แล้วประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. ๒๔๗๑นับเป็นกฎหมายสหกรณ์ฉบับแรกพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการรับจดทะเบียนสหกรณ์ประเภทอื่นๆจากนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. ๒๔๗๑อีก๓ ครั้งนับว่าการประกาศให้พระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. ๒๔๗๑ช่วยให้การจัดตั้งสหกรณ์ได้ขยายออกไปอีกมาก

ปีพ.ศ. ๒๔๗๘มีการริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์เช่าซื้อที่ดินที่จังหวัดปทุมธานีและได้จัดตั้งสหกรณ์ประเภทใหม่ๆขึ้นอีกหลายประเภทเช่นสหกรณ์บำรุงที่ดินสหกรณ์ค้าขายสหกรณ์นิคมฝ้ายสหกรณ์หาทุนและบำรุงที่ดินในปีพ.ศ. ๒๔๘๐ร้านสหกรณ์ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกที่อำเภอเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาชื่อว่าร้านสหกรณ์บ้านเกาะจำกัดสินใช้มีสมาชิกแรกตั้ง๒๗๙คนและได้มีการจัดตั้งร้านสหกรณ์ในลักษณะนี้อีกหลายแห่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพโดยจัดตั้งขึ้นทั้งในส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและส่วนของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยก็คือการควบสหกรณ์หาทุนเข้าด้วยกันโดยทางราชการได้ออกพระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. ๒๕๑๑เปิดโอกาสให้สหกรณ์หาทุนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียวควบเข้ากันเป็นขนาดใหญ่สามารถขยายการดำเนินธุรกิจเป็นแบบอเนกประสงค์ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สมาชิกได้มากกว่าด้วยเหตุนี้สหกรณ์หาทุนจึงแปรสภาพเป็นสหกรณ์การเกษตรมาจนปัจจุบันและในปี๒๕๑๑สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันสำหรับให้การศึกษาแก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศมีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับสถาบันสหกรณ์ต่างประเทศเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์และความช่วยเหลือร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์สากลในด้านอื่นๆที่มิใช่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโดยมีสหกรณ์ทุกประเภทเป็นสมาชิกซึ่งประเทศไทยได้กำหนดประเภทสหกรณ์ไว้๖ประเภทตามประกาศกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พ.ศ. ๒๕๑๖ประกอบด้วยสหกรณ์การเกษตรสหกรณ์นิคมสหกรณ์ประมงสหกรณ์ออมทรัพย์สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์บริการซึ่งนับแต่สหกรณ์ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยจวบจนปัจจุบันผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในธุรกิจต่างๆได้สร้างความเชื่อถือเป็นที่ไว้วางใจของสมาชิกจนทำให้จำนวนสหกรณ์จำนวนสมาชิกปริมาณเงินทุนและผลกำไรของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปีปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศณวันที่๑มกราคม๒๕๔๒ประมาณ๕,๕๔๙สหกรณ์และสมาชิก๗,๘๓๕,๘๑๑ครอบครัวการสหกรณ์ในประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะต่อประชาชนที่ยากจนสหกรณ์จะเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ช่วยแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพและช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

ความหมายของสหกรณ์

สหกรณ์คือ "องค์การของบรรดาบุคคลซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันและควบคุมตามหลักประชาธิปไตยเพื่อสนองความต้องการ (อันจำเป็น) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม"

คุณค่าสหกรณ์

"สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเองความรับผิดชอบต่อตนเองความเป็นประชาธิปไตยความเสมอภาคความเที่ยงธรรมและความเป็นเอกภาพสมาชิกสหกรณ์เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริตความเปิดเผยความรับผิดชอบต่อสังคมและความเอื้ออาทรต่อคนอื่นโดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์"

หลักการสหกรณ์

หลักการสหกรณ์คือ "แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าทางสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม" ซึ่งประกอบด้วยการที่สำคัญรวม๗ประการกล่าวคือ

หลักการที่๑การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง

(๑) พึงตระหนักว่าการเข้าและออกจากการเป็นสมาชิกจะต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของบุคคล(คำว่า "บุคคล" หมายถึงทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ไม่ใช้ถูกชักจูงโน้มน้าวล่อลวงบังคับข่มขู่จากผู้อื่น

(๒) อย่างไรก็ดีการกำหนดคุณสมบัติสมาชิกของสหกรณ์ต่างๆเพื่อให้ได้บุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วสามารถร่วมกันดำเนินกิจกรรมในสหกรณ์ได้และไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนสมาชิกและสหกรณ์ไม่ถือว่าขัดกับหลักการสหกรณ์ข้อนี้

(๓) สมาชิกสมทบนั้นควรมีแต่เฉพาะกรณีของสหกรณ์บางประเภทที่มีลักษณะพิเศษและจำเป็นเท่านั้นไม่ควรให้มีในสหกรณ์ทั่วไปหรือทุกประเภทเพราะตามปกติสมาชิกสมทบมาจากบุคคล

ซึ่งขาดคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกธรรมดาหากสหกรณ์ใดรับสมาชิกสมทบจำนวนมากก็อาจ

กระทบต่อการส่งเสริมผลประโยชน์ของสมาชิกธรรมดาได้แม้ว่ากฎหมายจะได้ห้ามมิให้สมาชิกสมทบมีสิทธิบางประการก็ตาม

หลักการที่๒การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย

พึงตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนที่จะต้องร่วมแรงกายใจและสติปัญญาในการดำเนินการและควบคุมดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ของสหกรณ์ตามวิถีทางประชาธิปไตยเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยผ่านช่องทางหรือองค์กรต่างๆเช่นคณะกรรมการดำเนินการผู้ตรวจสอบกิจการและที่ประชุมใหญ่

 

หลักการที่๓การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก

(๑) หลักการสหกรณ์ข้อนี้มุ่งเน้นให้สมาชิกทุกคนพึงตระหนักว่าบทบาทที่สำคัญของตนคือการที่ต้องเป็นทั้งเจ้าของและลูกค้าในคนเดียวกัน (Co-owners and Customers) จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้สมทบทุนผู้ควบคุมและผู้อุดหนุนหรือผู้ใช้บริการของสหกรณ์มิใช่มาเป็นสมาชิกเพียงเพื่อมุ่งหวังได้รับประโยชน์จากสหกรณ์เท่านั้น

(๒) ในการจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อความเป็นธรรมแก่สมาชิกส่วนหนึ่งต้องกันไว้เป็นทุนสำรองซึ่งจะนำไปแบ่งกันมิได้แต่เป็นทุนเพื่อพัฒนาสหกรณ์ของพวกเขาเองถือว่าเป็นทุนทางสังคมนอกนั้นอาจแบ่งเป็นเงินปันผลในอัตราจำกัดและเป็นเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งธุรกิจ

หลักการที่๔การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ

(๑) สมาชิกกรรมการและพนักงานสหกรณ์รวมทั้งหน่วยงานส่งเสริมสหกรณ์ต้องสำนึกและตระหนักอยู่เสมอว่าสหกรณ์เป็นองค์การช่วยตนเองและปกครองตนเองเพราะฉะนั้นสหกรณ์ต้องเป็นอิสระในการตัดสินใจหรือทำสัญญาใดตามเงื่อนไขที่สหกรณ์ยอมรับได้กับบุคคลภายนอกหรือรัฐบาล

(๒) การรับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากรัฐหรือบุคคลภายนอกไม่ขัดกับหลักความเป็นอิสระของสหกรณ์หากผู้ให้ความช่วยเหลือมุ่งหมายให้สหกรณ์ช่วยเหลือตนเองได้และควบคุมตามหลักประชาธิปไตยรวมทั้งธำรงไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองของสหกรณ์

หลักการที่๕การศึกษาฝึกอบรมและสารสนเทศ

(๑) หลักการข้อนี้เป็นจุดอ่อนของสหกรณ์ในประเทศไทยทุกระดับทั้งสหกรณ์ขั้นปฐมและสหกรณ์ขั้นสูงเพราะขาดแผนแม่บทในการพัฒนาการศึกษาทางสหกรณ์ให้เป็นบทบาทและความรับผิดชอบของขบวนการสหกรณ์อย่างแท้จริงทั้งๆที่ได้รับเริ่มให้จัดตั้งกองทุนสะสมจัดสหภาพสหกรณ์จากกำไรของสหกรณ์มาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๒และแม้จะมีการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและมีชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติบ้างแล้วส่วนราชการที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังคงดำเนินการให้การศึกษาและฝึกอบรมทางสหกรณ์แทบจะเรียกได้ว่าซ้ำซ้อนกับขบวนการสหกรณ์โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้ขบวนการสหกรณ์สามารถรับผิดชอบการให้การศึกษาและฝึกอบรมทางสหกรณ์ได้ด้วยตนเองในที่สุดโดยมีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอตามความจำเป็นและเน้นการฝึกอบรมข้าราชการให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

(๒) การศึกษาฝึกอบรมและสารสนเทศมีความมุ่งหมายและเน้นกลุ่มเป้าหมายดังนี้

- การศึกษามุ่งให้สมาชิกและบุคคลทั่งไปซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่จะเป็นสมาชิกในอนาคตมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์รวมทั้งมีความสำนึกและตระหนักในสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

หรือให้เป็นผู้มีจิตวิญญาณสหกรณ์

- การฝึกอบรมมุ่งให้กรรมการผู้จัดการและพนักงานสหกรณ์มีความรู้ความสามารถและทักษะรวมทั้งความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตน

- ส่วนสารสนเทศนั้นมุ่งให้บุคคลทุกกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนปละผู้นำด้านความคิดเป็นเช่นผู้นำชุมนุมนักหนังสือพิมพ์นักเขียนผู้นำองค์กรพัฒนาชุมชนฯลฯโดยเน้นการติดต่อสื่อสาร๒ทาง

(๓) หลักสูตรและเนื้อหาของการศึกษาอบรมควรครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองและวัฒนธรรม

หลักการที่๖การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

(๑) แท้จริงการร่วมมือระหว่างสหกรณ์เป็นหลักการเดียวกันกับการร่วมมือระหว่างบุคคลธรรมดาในการจัดตั้งสหกรณ์นั่นเองซึ่งจะก่อให้เกิดการประหยัดด้วยขนาดมีอำนาจการต่อรองสูงขึ้นและนำไปสู่การรับใช้สมาชิกอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

(๒) การร่วมมือระหว่างสหกรณ์อาจทำได้ทั้งในแนวนอนและแนวตั้งในแนวนอนสหกรณ์ทุกสหกรณ์ไม่ว่าประเภทเดียวกันหรือไม่สามารถร่วมมือกันได้ในทุกระดับเพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกและขบวนการสหกรณ์ในแนวตั้งสหกรณ์ท้องถิ่นประเภทเดียวกันควรรวมตัวกันทางธุรกิจเป็นชุมนุม

สหกรณ์ระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศและสหกรณ์ทุกประเภททุกระดับทุกสหกรณ์ควรรวมตัวกันเป็นองค์การสหกรณ์สูงสุด (Apex Organization) เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมด้านอุดมการณ์การศึกษาการฝึกอบรมการส่งเสริมแนะนำการกำกับดูแลการตรวจสอบการวิจัยและการพัฒนาฯลฯ

(๓) วัตถุประสงค์สำคัญของการร่วมมือระหว่างสหกรณ์คือเพื่อให้สหกรณ์สามารถอำนาจผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพราะฉะนั้นสหกรณ์ท้องถิ่นแต่ละสหกรณ์และสหกรณ์ขั้นสูงต้องเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนมีชีวิตชีวา (Viable & Sustainable) และร่วมมือกันในลักษณะของ"ระบบรวม" หรือเป็นเอกภาพ

หลักการที่๗การเอื้ออาทรต่อชุมชน

(๑) สหกรณ์เป็นองค์การทางเศรษฐกิจและสังคมและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่สหกรณ์ตั้งอยู่เพราะฉะนั้นการดำเนินงานของสหกรณ์ต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนนั้นๆซึ่ง

หมายความว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศหรือเป็นการพัฒนาที่สนองความต้องการและความใฝ่ฝันของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ทำลายโอกาสความสามารถและอนาคตของคนรุ่นหลัง

(๒) เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์ก็เป็นสมาชิกของชุมชนนั้นเองสหกรณ์จึงควรมีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาชุมชนนั้นแบบยั่งยืน

 

อุดมการณ์สหกรณ์

อุดมการณ์สหกรณ์คือ "ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดีมีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม"

วิธีการสหกรณ์

ที่ประชุมได้กำหนดนิยามคำว่า "วิธีการสหกรณ์" ดังนี้วิธีการสหกรณ์คือ "การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชนโดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี"

ข้อเปรียบเทียบระหว่างสหกรณ์กับองค์กรธุรกิจรูปอื่น

สหกรณ์กับองค์กรธุรกิจรูปอื่นมีลักษณะคล้ายกันในข้อที่มีการรวมทุนและมีการประกอบธุรกิจซื้อ-ขายแต่มีหลักการที่แตกต่างกันหลายประการดังต่อไปนี้

๑. สหกรณ์กับห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด

๑.๑วัตถุประสงค์การรวมกันเป็นสหกรณ์มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้บริการแก่สมาชิกเป็นส่วนใหญ่ส่วนบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนรวบรวมผู้ถือหุ้นจัดตั้งขึ้นเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก

๑.๒ลักษณะการรวมสหกรณ์เป็นองค์กรของผู้มีกำลังทรัพย์น้อยไม่อาจถือเอาทุนเป็นหลักในการรวมได้สหกรณ์ถือว่าการรวมคนเป็นหลักสำคัญและเพื่อให้กลุ่มคนที่รวมกันมีกำลังเข้มแข็งสหกรณ์จึงต้องมีการกำหนดและคัดเลือกลักษณะตลอดจนคุณสมบัติของสมาชิกที่จะเข้าร่วมในสหกรณ์ส่วนในบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนั้นถือหลักการรวมทุนเป็นสำคัญบุคคลทีมีเงินสามารถเข้าถือหุ้นของบริษัทได้ไม่เลือกว่าบุคคลนั้นจะมีลักษณะนิสัยอย่งไรหรืออยู่ใกล้ไกลเพียงใดการรวมกันในสหกรณ์เป็นการรวมของผู้ที่อ่อนแอในทางทรัพย์ให้มีกำลังเข้มแข็งขึ้นเพื่อมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบส่วนการรวมกันของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนเป็นการรวมผู้ที่มีกำลังทรัพย์อยู่แล้วให้มีกำลังเข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อทำการค้าหากำไร

๑.๓หุ้นและมูลค่าหุ้นหุ้นของสหกรณ์ไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องกำหนดจำนวนทุนเรือนหุ้นไว้ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ดังนั้นสหกรณ์จึงมีหุ้นที่จะจำหน่ายให้แก่สมาชิกใหม่อยู่เสมอราคาหุ้นของสหกรณ์จะคงที่มูลค่าหุ้นของสหกรณ์มักกำหนดไว้ค่อนข้างต่ำเพื่อเปิดโอกาสให้ผุ้มีกำลังทรัพย์น้อยเข้าเป็นสมาชิกได้สำหรับหุ้นของบริษัทจำกัดกฎหมายบังคับให้ต้องกำหนดจำนวนทุนเรือนหุ้นและต้องมีผู้จองหุ้นไว้ครบจำนวนก่อนขอจดทะเบียนตั้งขึ้นเป็นบริษัทด้วยเหตุนี้ถ้ากิจกรรมของบริษัทสามารถจ่างเงินปันผลได้สูงก็มีผู้ต้องการซื้อหุ้นของบรษัทจึงอาจขึ้นลงได้เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งนอกจากนี้มูลค่าหุ้นของบริษัทมักกำหนดไว้สูงเพื่อให้เงินทุนตามจำนวนที่ต้องการโดยคนถือหุ้นจะมีจำนวนมากหรือน้อยไม่ถือเป็นข้อสำคัญ

๑.๔การควบคุมและการออกเสียงสหกรณ์ถือหลักการรวมคนจึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคลเป็นสำคัญด้วยเหตุนี้สมาชิกของสหกรณ์ทุกคนไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยย่อยมีสิทธิออกเสียงลงคุแนนให้สหกรณ์ได้คนละหนึ่งเสียงเหมือนกันหมดยกเว้นผู้แทนสหกรณ์ในระดับชุมนุมสหกรณ์อาจให้มีเสียงเพิ่มขึ้นตามระบบสัดส่วนตามที่กำหนดในข้อบังคับของชุมนุมสหกรณ์นั้นก็ได้ (มาตรา๑๐๖) และสมาชิกต้องมาใช้สิทธิออกเสียงด้วยตนเองจะมอบให้บุคคลอื่นมาออกเสียงแทนไม่ได้ดังนั้นอำนาจในสหกรณ์จึงตกอยู่กับเสียงข้างมากของสมาชิกส่วนบริษัทจำกัดและห้านหุ้นส่วนซึ่งถือหลักการรวมทุนจึงให้ความเคารพในเงินทุนค่าหุ้นเป็นสำคัญโดยการให้สิทธิออกเสียงตามจำนวนหุ้นที่ถือและยังสามารถมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาออกเสียงแทนได้อำนาจในบริษัทจึงตกอยู่กับผู้ถือหุ้นมากกล่าวคือทุนมีบทบาทในการประชุมด้วยนั่นเอง

๑.๕การแบ่งกำไรจากการที่สมาชิกทำธุรกิจซื้อขายกับสหกรณ์จึงทำให้เกิดกำไรหรือเงินส่วนเกินขึ้นดังนั้นการแบ่งกำไรของสหกรณ์จึงเท่ากับการจ่ายคือส่วนที่สหกรณ์รับเกินให้สมาชิกในรูปการจ่ายเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งปริมาณธุรกิจที่สมาชิกทำกับสหกรณ์และจำนวนหุ้นที่ถือสำหรับบริษัทจำกัดจะทำการติดต่อซื้อขายกับบุคคลภายนอกสมาชิกบริษัทลงทุนถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงถือหลักการแบ่งเงินปันผลตามหุ้นที่ถือไม่ได้คำนึงถึงว่าผู้ถือหุ้นจะมีการติดต่อซื้อขายกับบริษัทหรือไม่

เราอาจเปรียบเทียบให้เห็นความแต่กต่างระหว่างสหกรณ์กับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดได้ดังนี้

ลักษณะสหกรณ์ห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด

๑. วัตถุประสงค์๑. ดำเนินธุรกิจและบริการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ๑. ดำเนินธุรกิจเพื่อการค้าทำธุรกิจกับบุคคลภายนอกเพื่อแสวงหากำไรให้มากที่สุด

๒. ลักษณะการรวมกัน๒. มุ่งด้านการรวบรวมคนมากกว่าทุน๒. มุ่งด้านการรวบรวมทุนต้องการทุนในการดำเนินงานมาก

๓. หุ้นและมูลค่าหุ้น๓. ราคาหุ้นคงที่และมีอัตราต่ำเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถือหุ้นได้หุ้นมีจำนวนไม่จำกัด๓. ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงตามฐานะของกิจการจำนวนหุ้นมีจำกัด

๔. การควบคุมและการออกเสียง๔. ควบคุมตามแบบประชาธิปไตยสมาชิกออกเสียงได้คนละหนึ่งเสียง (ยกเว้นระดับชุมนุมสหกรณ์) และออกเสียงแทนกันไม่ได้๔. ออกเสียงได้ตามจำนวนหุ้นที่ถือและออกเสียงแทนกันได้

๕. การแบ่งกำไร๕. การแบ่งกำไรจะแบ่งตามความมากน้อยของการทำธุรกิจกับสหกรณ์และจำนวนหุ้นที่ถือ๕. การแบ่งกำไรแบ่งตามจำนวนหุ้นที่ถือถือหุ้นมากได้เงินปันผลคืนมาก

๒. สหกรณ์กับรัฐวิสาหกิจ

การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการโดยรัฐบาลหรือในนามของรัฐบาลไม่ใช่กิจกรรมของเอกชนงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคเช่นการรถไฟการสื่อสารไปรษณีย์โทรเลขโทรศัพท์เป็นต้นกิจการเหล่านี้มุ่งในด้านให้สวัสดิการแก่ประชาชนส่วนสหกรณ์นั้นเป็นของสมาชิกดำเนินธุรกิจเพื่อต้องการจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่สมาชิก

๓. สหกรณ์กับองค์กรการกุศล

องค์กรการกุศลมีจุดมุ่งหมายเพื่อสงเคราะห์ผู้ยากจนหรือทุพพลภาพให้พ้นจากความยากลำบากเป็นการช่วยเหลือจากภายนอกไม่ใช่เป็นการส่งเสริมให้ช่วยตนเองจึงอาจจะทำให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์มีลักษณะนิสัยอ่อนแอลงไปอีกส่วนสหกรณ์นั้นส่งเสริมให้สมาชิกมีลักษณะนิสัยเข้มแข็งนอกจากนี้ประโยชน์ที่ได้รับจากสหกรณ์ย่อมถาวรกว่าการช่วยเหลือขององค์กรการกุศล

๔. สหกรณ์กับสหภาพแรงงาน

ในสภาพแรงงานบรรดาลูกจ้างจะรวมกันโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิดกำลังเป็นปึกแผ่นเพื่อต่อรองกับนายจ้างในเรื่องผลประโยชน์ของการทำงานหรือสวัสดิการของลูกจ้างบางครั้งอาจใช้วิธีการรุนแรงเพื่อบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามที่ลูกจ้างเรียกร้องสำหรับการร่วมมือกันแบบสหกรณ์นั้นสมาชิกจะร่วมมือกันจัดการประกอบการขึ้นแล้วสมาชิกก็อาศัยบริการนั้นให้เป็นประโยชน์แก่อาชีพหรือการครองชีพของสมาชิกร่วมกันการทำงานของสหกรณ์เป็นวิธีการที่ไม่ก่อความเดือดร้อนหรือเรียกร้องให้ใครช่วยแต่จะติดต่อกับบุคคลภายนอกเกี่ยวกับธุรกิจซื้อขายตามปกติ

                       

 
   สถิติจำนวนผู้เยี่ยมชม
view