หน้าแรกประวัติความเป็นมาภารกิจวิสัยทัศน์ พันธกิจผู้บังคับบัญชาร้องเรียน/ร้องทุกข์ดาวน์โหลดหนังสือราชการ

ประวัติค่ายนเรศวร

กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ค่ายนเรศวร หัวหิน

           จากแนวความคิดของ พ.ต.อ.เจมส์ วิลเลี่ยม แลร์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เรื่องการจัดตั้งหน่วยตำรวจพลร่มนำเสนอ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นท่านเห็นชอบและอนุมัติเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.๒๔๙๖ ต่อมาในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๖ หน่วยตำรวจพลร่มได้ก่อกำเนิดขึ้นที่ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยให้สังกัดกองบังคับการยานยนต์ (หรือตำรวจรถถังวังปารุสกวัน) กองบัญชาการจเรตำรวจ

          การประกอบกำลังซึ่งเตรียมการไว้ก่อนแล้วที่ค่ายอุบลราชธานี จึงได้เคลื่อนพลเข้าสู่ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของค่ายนเรศวร การเคลื่อนกำลังพลของตำรวจพลร่มทั้งหมดเข้าสู่ค่ายนเรศวรเดินทางในวันเดียวกันแบ่งเป็นสองพวกคือ เดินทางเครื่องบินโดยใช้เครื่องบิน C-๔๖ จากอุบลราชธานีเป็นคณะที่ปรึกษาฯ และครูฝึก ถึงหัวหินตอนบ่าย อีกพวกขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟบางกอกน้อยกรุงเทพ ถึงหัวหินประมาณทุ่มเศษ (พล.ต.ต.นายแพทย์ นคร ศรีวานิช: ๒๕๒๙, ๑๒๕)

          ค่ายนเรศวร เดิมเป็นที่ตั้งของหน่วยตำรวจยานเกราะหรือที่เรียกว่าตำรวจรถถังจากวังปารุสกวัน ตำรวจหน่วยนี้มีภารกิจในการถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ ไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

          เหตุผลที่ผู้บังคับบัญชาเลือกพื้นที่ให้ตำรวจพลร่มได้ย้ายมาอยู่ที่ค่ายนเรศวรนี้เนื่องจาก และเป็นศูนย์กลางของประเทศเพื่อให้สะดวกในการส่งกำลังไปปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ไปเหนือ-ใต้ใช้เวลาเท่ากัน (๒ ชั่วโมง) สามารถส่งกำลังบำรุงเครื่องอุปกรณ์ได้ทันเวลา หากถูกคุกคามจากต่างชาติ การเคลื่อนย้ายกองกำลังของพันธมิตรสามารถสนับสนุนจากทางเรือได้สะดวกอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนั้นยังเป็นการสะดวกในการถวายอารักขาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีพื้นที่ภูมิประเทศที่เหมาะสมที่สุดในการฝึก และเป็นที่ตั้งของหน่วยกองกำลัง ซึ่งขณะนั้น (พ.ศ.๒๔๙๖) ยังไม่มีหน่วยทหาร (ศูนย์การทหารราบ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)


ดังที่พันตำรวจเอก เจมส์ วิลเลี่ยม แลร์ เล่าเพิ่มเติมในตอนหนึ่งว่า 

ข้าพเจ้า เคยมาหัวหินเมื่อ ๒ – ๓ ปีก่อน และเคยได้เห็นค่ายตำรวจที่หัวหิน และชอบค่ายนี้เนื่องจากตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศไทย สามารถไปทางเหนือ หรือทางใต้ยันสงขลาในระยะทางเท่ากัน สถานที่เหมาะจะทำการฝึก การรบพิเศษ และมีระยะทางใกล้เพื่อเข้าไปในที่ฝึกมีภูมิประเทศหลายๆ แบบคล้ายภูมิประเทศที่มีในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมและได้นำความคิดนี้ไปเสนอ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งท่านก็เห็นด้วย และได้อนุญาตให้ใช้ค่ายตำรวจ นี้   

 

สำหรับการพัฒนาค่ายนเรศวรในยุคเริ่มต้นนั้น พล.ต.ต.สมควร หริกุล (๒๕๔๓: ๑๐) อดีต............................เป็นอดีตตำรวจพลร่มคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา บุกเบิกค่ายนเรศวร ได้บันทึกความทรงจำไว้ว่า...

ค่ายนเรศวรในขณะนั้นมีเฉพาะอาคารบ้านพัก กองร้อย และอาคารเปิดแบบเอนกประสงค์ ยังไม่ได้ปรับพื้นที่ยังเป็นป่าไม้ ต้นไผ่ จอมปลวก และพงหญ้ารกอยู่ทั่วไป ร.ต.ท.เสน่ห์ฯ เป็น ผบ.ร้อย และเป็นผู้บังคับค่าย ร.ต.ต.ณรงค์ฯ ผู้บังคับหมวดที่ ๑  ร.ต.ต.สมควรฯ เป็นผู้บังคับหมวดที่ ๒ ร.ต.ต.วิเชียรฯ เป็นผู้บังคับหมวดที่ ๓ พวกเราทั้ง ๔ คน จึงได้วางแผนพัฒนาค่าย โดยไปประสานขอรถบดถนน รถเกรด จากแขวงการทางหัวหิน มาสนับสนุนพัฒนาตัดถนน ปรับพื้นที่ คณะได้ให้ ร.ต.ต.สมควรฯ ผู้บังคับหมวดที่ ๒ เป็นผู้รับผิดชอบ จึงรางวัด ตัดถนน ทำคู ท่อระบายน้ำ ปรับพื้นสนามให้เรียบ ตำรวจหลายคนสามารถขับรถเกรด รถบดได้ ใช้ระยะเวลาปรับปรุงสนามพอสมควรค่ายจึงเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดขึ้น แต่ยังมีฝุ่นเพราะเป็นดินลูกรัง

การอยู่ค่ายตำรวจพลร่มในยุคนั้น มีกำลังพลเพียง ๑ กองร้อย ต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด ผู้บังคับหมวดแต่ละคนมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองบังคับบัญชาอย่างเต็มที่ ทั้งการพับร่ม ตากร่ม เก็บร่ม จัดชุดกระโดด การใช้ยานพาหนะ ในการเดินทางและการกินอยู่ การพักผ่อนหลับนอน การจ่ายเงินเดือน การลา การใช้สิทธิในการศึกษาอบรม การลงโทษ การให้ความดีความชอบ การปกครองตำรวจจึงมีเอกภาพ สามารถควบคุมแม้กระทั่งการจ่าย หนี้สิน การเก็บออมเงินรายได้ การฝากเงินธนาคาร ผู้บังคับหมวดเก็บสมุดไว้ให้กับทุกๆ คน ตำรวจทุกคนจะมีเงินเหลืออยู่ในธนาคาร เป็นจำนวนมาก ทุกคนมีความรัก ความผูกผัน และความเชื่อมั่นต่อกันและกัน

หลังจากปรับปรุงค่ายเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มการฝึกร่วมกันทั้งด้านวิชาการ การรบแบบกองโจร การระเบิดทำลาย การก่อวินาศกรรม การใช้อาวุธและการฝึก ความแม่นยำในการยิงปืน การปฏิบัติทางจิตวิทยา การข่าว การรายงาน การพัฒนาช่วยเหลือประชาชน การปฏิบัติการทางยุทธวิธีระบบหมู่ หมวด กองร้อย และการปฏิบัติการ ๔ ลักษณะ ในการปฏิบัติกับข้าศึกทั้งที่อยู่กับที่และการเคลื่อนที่อย่างช่ำชอง เพื่อให้หน่วยขนาดเล็กสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ การฝึกอบรม การบำรุงขวัญ กำลังใจ การสร้างวินัย การทดสอบ ความเสียสละ ฯลฯ จะต้องปฏิบัติกันเป็นประจำ ทำให้ขวัญกำลังใจดี มีความฮึกเหิม พร้อมที่จะกระโดดร่มได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อผจญภัย กับการต่อสู้ทุกรูปแบบ

 

          จนกระทั่งในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗  เวลา ๑๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการสาธิตการโดดร่มและยุทธวิธีการรบแบบกองโจรของตำรวจพลร่ม และในเวลา ๑๖.๕๐ น. ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายค่ายนเรศวร

          หน่วยตำรวจพลร่ม (PARU) เป็นหน่วยที่มีขีดความสามารถในการสนับสนุนและเพิ่มเติมกำลังให้กับชุดตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ที่ถูกโจมตีโดยกองกำลังฝ่ายตรงข้าม เพราะได้รับการฝึกทั้งการรบพิเศษทางภาคพื้นดินและการส่งลงทางอากาศด้วยการใช้ร่มทิ้งของและการโดดร่ม เราจึงเรียกหน่วยงานนี้ว่า “หน่วยสนับสนุนทางอากาศ”

          หลังจากตำรวจพลร่มย้ายมาอยู่ที่หัวหินได้ ๔ เดือน  สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – พม่า มีความรุนแรงจากการคุมคามของกลุ่มจีนฮ่อ (กองพลที่ ๙๓) โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีการค้าฝิ่นตามแนวชายแดน พวกขบวนการนอกกฎหมายเหล่านี้เหิมเกริมจน ถึงขั้นมีการจับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทรมานและฆ่าประจานเพื่อทำลายขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่และประชาชนอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง 

          จากสถานการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จึงสั่งการให้หน่วยตำรวจพลร่ม ๑ กองร้อยเข้าไปแก้ไขปัญหา นำโดย ร.ต.ท.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ ร.ต.ต.สมควร หริกุล ร.ต.ต.วิเชียร กาญจนราช นำกำลังบางส่วนขึ้นไปปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดและสำรวจชายแดนภาคเหนือ พลร่มชุดแรกขึ้นรถไฟจากหัวหินไปถึงสถานีหัวลำโพงตอนบ่ายแล้วต่อรถด่วนไปถึงเชียงใหม่เช้าวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๖ ลงจากรถไฟแบกสัมภาระเดินแถวข้ามสะพานไปตามถนนท่าแพ ผ่านหน้าวัดพระสิงห์ ผ่านโรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าวัดสวนดอก อาศัยระเบียงรอบๆ วิหารเป็นที่พักชั่วคราว ขณะเดียวกันก็ลงมือสร้างกองร้อยขึ้น่ตรงที่ว่างหน้าวัด เมื่อสร้างเสร็จก็ย้ายมาจากวิหารในวัดออกมาอยู่ที่ที่สร้างใหม่ นั่นเป็นการเริ่มต้นของค่ายตำรวจพลร่มสวนดอก....(พล.ต.ต.นพ.นคร ศรีวานิช: ๒๕๒๙: ๑๔๙)

พ.ต.อ.เจมส์ วิลเลี่ยม แลร์ กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติงานของตำรวจพลร่มครั้งนี้ไว้ว่า...

ข้าพเจ้าได้ติดตามไปด้วย ๖ – ๘ เดือน แล้วได้กลับมา การปฏิบัติหน้าที่ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี เราเคยโจมตีฐานปฏิบัติการหลักของพวกขนฝิ่นซึ่งมีคนประมาณ ๔๐๐ คน มีอาวุธที่ทันสมัยด้วย เราเข้าโจมตีกลางคืน ในสภาพที่ตั้งเป็นภูเขาสูงชันมาก และพื้นที่เป็นที่ลาดเราโจมตีเวลากลางคืนมันเป็นการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูง เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่คิดว่าเราจะโจมตีทางด้านนี้ ฝ่ายเราไม่ได้รับการสูญเสีย หรือบาดเจ็บเลย เพราะว่าเรามีข่าวกรองที่ดี เกี่ยวกับที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม รู้ว่าอาวุธวางที่ใด เรารู้เส้นทาง วิธีการที่เราได้ข่าวกรองเกี่ยวกับที่ตั้งฝ่ายตรงข้ามนี้คือ เราได้รับสมัคร และฝึกชาวเขา (รับมาเป็นตำรวจ) และคนในหมู่บ้านเขานั้นได้นำไก่ไปขายที่ในบริเวณที่ตั้งของพวกขนยาเสพติด (จีนฮ่อ) และเมื่อเขากลับมาเราก็ได้ให้เขียนแผนผังจุดวางอาวุธ จุดยาม ให้เราทราบ เมื่อเราปฏิบัติภารกิจจึงประสบผลสำเร็จ โดยไม่มีการสูญเสียเลย และนี้เป็นการใช้ชาวเขาในการปฏิบัติงานจริง ครั้งแรกในพื้นที่ของชาวเขาเอง และจากจุดนี้ทำให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ พารู จะต้องมีต่อประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนในการปฏิบัติภารกิจ ในการป้องกันชายแดน การขนของ การลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดนพม่า

 

          ในระยะแรกได้ลาดตระเวนหาข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเริ่มปฏิบัติการอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดระยะเวลามีผลงานปรากฏมากมาย เช่น สามารถปะทะและยึดฝิ่นได้ถึง ๗๒ ครั้ง รวมน้ำหนักฝิ่นที่ยึดได้ถึง ๔ ตัน และยึดฝิ่นดิบได้อีก ๑๐๐ กิโลกรัม เป็นต้น ซึ่งในจุดนี้ พลตำรวจเอก เผ่า  ศรียานนท์ มีความชื่นชมผลงานของหน่วยตำรวจพลร่มมากจึงได้เพิ่มเติมกำลังให้กับหน่วยตำรวจพลร่มอีก ๑ กองร้อย

          ในการเพิ่มเติมกำลังนี้ พ.ต.อ.เจมส์ วิลเลี่ยม แลร์ (๒๕๓๓) ที่ปรึกษาชาวอเมริกันเล่าเพิ่มเติมว่า

ข้าพเจ้าซึ้งได้เสนอแนะความคิดในการรับสมัครตำรวจใหม่ในหน่วยนี้ โดยให้รับสมัครจากพลเรือนโดยตรงไม่ใช่รับสมัครจากโรงเรียนพลตำรวจ เพราะเราตระหนักว่าเราต้องการกำลังพลที่มาจากทุกพื้นที่ตามแนวชายแดน เพราะว่าคนพวกนี้มีความรู้เกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศของตนได้เป็นอย่างดี และเป็นคนในพื้นที่ทุรกันดาร คนพวกนี้จึงไม่รังเกียจที่จะถูกส่งไปประจำพื้นที่ทุรกันดาร และคนพวกนี้สามารถพูดภาษาท้องถิ่นตามแนวชายแดนได้ เช่น ตามแนวชายแดนกัมพูชา ชายแดนพม่า และคนพวกนี้สามารถพูดภาษามาเลเซีย ตามแนวชายแดนมาเลเซีย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็ชอบแนวความคิดนี้และสนับสนุนให้ดำเนินการวิธีการปฏิบัติก็คือ เราทำการเลือกจังหวัดที่จะรับคนโดยเลือกพื้นที่ใกล้ชายแดนมากที่สุด โดยรับพื้นที่ละประมาณ ๘ – ๑๐ คน จะรับคนซึ่งจบ ม.๖ อายุระหว่าง ๑๘ – ๒๑ ปี เป็นโสด สุขภาพ แข็งแรง จะดำเนินการรับสมัครโดยไปทำการโดดร่มในแต่ละที่ออกไปประมาณ ๑ – ๒ สัปดาห์ แล้วปล่อยใบปลิวแล้วจึงทำการโดด เมื่อมีการโดดร่ม ก็ต้องมีคนมาดูเป็นร้อยๆ เพราะเขาไม่เคยเห็นโดดร่มมาก่อน และก็จะต้องมีเด็กวัยรุ่นมาชมการโดดร่มด้วย ซึ่งเป็นโอกาสของเราที่จะเลือกเด็กหนุ่มได้มาก ซึ่งก็คงจะสนใจมาสมัครเข้ามาเป็นตำรวจ

 

วิธีการรับสมัครในสมัยนั้น หน่วยตำรวจพลร่ม ก็ได้บุคคลตามที่ต้องการ คนเหล่านั้นเป็นคนท้องถิ่นย่อมรู้จักพื้นที่ในแถบนั้นเป็นอย่างดี เข้าใจภาษาพูด วัฒนธรรมในถิ่นนั้น จึงทำให้เวลาส่งเข้าประจำการในพื้นที่นั้นๆ คนเหล่านี้ จะสามารถอยู่ได้อย่างสบายและทำงานได้ผลดี

          และจากแนวความคิดและความสำเร็จในการปฏิบัติงานดังกล่าว ทำให้นำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์รวมข่าวชายแดน” (ศช.) ดังนั้น หน่วยตำรวจพลร่มจึงถือว่าเป็นหน่วยงานเดียวและหน่วยงานแรกที่ได้จัดตั้งศูนย์รวมข่าวขึ้นดำเนินการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ 

พ.ต.อ.เจมส์ วิลเลี่ยม แลร์ (๒๕๓๓) ที่ปรึกษาชาวอเมริกันเล่าเพิ่มเติมว่า

เราได้ตัดสินใจที่จะตั้งศูนย์รวมข่าวชายแดนเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะรวบรวมข่าวสารตามแนวชายแดนให้ได้มากขึ้น ในแต่ละทีมนี้เรารู้ว่าการฝึกคนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ คนในพื้นที่ไม่มีโรงเรียน ไม่มีแพทย์หรือบุคลากร ในการรักษาพยาบาล เราจึงตัดสินใจว่าในแต่ละทีมจะต้องมีเจ้าหน้าที่พยาบาลและครูที่จะสอนภาษาไทยให้กับคนในพื้นที่ จากการที่เรามีเจ้าหน้าที่พยาบาล และครูสอนภาษาไทยนี้มีผลทำให้เราได้ข่าวสารมากขึ้น เนื่องจากชาวบ้านที่มารักษาและเด็กที่มาเข้าโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับพารู มากขึ้น แต่ละทีมมี ๗ คน ในตอนสุดท้ายชุดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

 

          ศูนย์รวมข่าวชายแดนหน่วยแรกจัดตั้งขึ้นที่บ้านเปิงเคลิง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีภารกิจหลักในการการรวบรวมข่าวสารที่ได้รับจากการปฏิบัติงานจากทีมงานการข่าวของหน่วยซึ่งทีมหนึ่งมีประมาณ ๗ คน ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความรู้ด้านการรักษาพยาบาล ครูสอนภาษาไทยซึ่งต้องเป็นคนเข้าใจในภาษาท้องถิ่นนั้นๆ อยู่ด้วย จึงทำให้สามารถทำงานการข่าวอย่างได้ผลและนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มจีนฮ่อและพวกค้าฝิ่นตามแนวชายแดนจนสถานการณ์สงบ

          ในภายหลังหน่วยตำรวจพลร่มได้ดำเนินการจัดตั้งเพิ่มเติมอีกหลายศูนย์ รวมทั้งสิ้นมี ๑๒ ศูนย์ ซึ่งภายหลังคณะปฏิวัติได้สั่งยุบเลิกไปเกือบทั้งหมด คงเหลือเฉพาะศูนย์รวมข่าวชายแดนบ้านห้วยสัตว์ใหญ่ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดเพชรบุรี

 

กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ

          หลังจากมีการปฏวัติเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ โดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้มีการจัดระบบราชการของกรมตำรวจใหม่โดยให้ยุบกองบังคับการยานยนต์ แต่ยังไม่มีการประกอบกำลังที่ชัดเจน หลังจากพันตำรวจตรี ประเนตร ฤทธิฦๅชัย เป็นผู้บังคับหน่วยจึงได้เสนอโครงสร้างการจัดกำลังและภารกิจของหน่วยต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จนเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๓ ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ให้หน่วยตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรมีฐานะเป็น “กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ” ใช้ตัวย่อว่า “กก.สอ.” โดยขึ้นตรงต่อผู้บังคับการฝ่ายสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจภูธร (ชายแดน) ในขณะนั้น


 ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๙ มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาไทย ฉบับที่ ๑๔ พ.ศ.๒๕๒๙ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้าที่ ๕ เล่มที่ ๑๐๓ ตอนที่ ๑๗๖ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๙ ให้กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ย้ายที่ทำการจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปอยู่ในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี                   หลังจากวันเสียงปืนแตก (๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘) เป็นต้นมาจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๑๕ สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดการปะทะกันด้วยกองกำลังติดอาวุธ จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๓๐ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๕ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่ ๘๙ ตอนที่ ๖๖ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๕ ให้ปรับปรุงกองบัญชาการตำรวจภูธรใหม่ และให้จัดตั้งกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) โดยให้ขึ้นตรงต่อกรมตำรวจ จึงเป็นเหตุให้กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่บัดนั้น

 หน่วยตำรวจพลร่มได้พัฒนาและเจริญเติบโตเรื่อยมา จนกระทั้งเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘  ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดน ได้รับการยกฐานะเป็น กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้มีพระราชกฤษฎีแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ กำหนดให้กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศมีงานด้านการถวายความปลอดภัย ด้านอัคคีภัย ในเขตพระราชฐานและที่ประทับ โดยจัดตั้งเป็น ส่วนราชการใหม่ คือ กองกำกับการ ๕ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ จึงนับได้ว่า กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ เป็นหน่วยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่พร้อมจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดจวบจนปัจจุบัน 

การจัดหน่วย

          การจัดหน่วยตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๗ จนถึง พ.ศ.๒๕๐๓ ยังไม่มีอัตราการจัดที่แน่นอน คงแบ่งเป็นฝ่ายอำนวยการ(ฝอ.) และฝ่ายปฏิบัติการ

          การจัดหน่วยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ให้หน่วยตำรวจพลร่มมีฐานะเป็นกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ขึ้นตรงต่อ กองบังคับการสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจภูธร (ฝ่ายชายแดน)

          การจัดหน่วยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ.๒๕๑๕

          ๑. ฝอ.๑ (กำลังพล)

          ๒. ฝอ.๒ (การข่าว)

          ๓. ฝอ.๓ (ยุทธการ/การฝึก)

          ๔. ฝอ.๔ (ส่งกำลังบำรุง)

          ๕. ฝอ.๕ (กิจการพลเรือน)

          ๖. ฝอ.๖ (การเงิน)

          ๗. กองร้อยสนับสนุนทางอากาศ

          ๘. กองร้อย

การจัดหน่วยงานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๕ – ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๙

รูปแบบจัดแบ่งออกเป็น ๙ แผนก ๕ กองร้อย

๑.      แผนก ๑ (กำลังพล)

๒.      แผนก ๒ (การข่าว)

๓.      แผนก ๓ (ยุทธการ/การฝึก)

๔.      แผนก ๔ (ส่งกำลังบำรุง)

๕.      แผนก ๕ (กิจการพลเรือน)

๖.      แผนก ๖ (สื่อสาร)

๗.      แผนก ๗ (ขนส่ง)

๘.      แผนก ๘ (พยาบาล)

๙.      แผนก ๙ (การเงิน)

๑๐.  กองร้อยสนับสนุนทางอากาศที่ ๑-๔

๑๑.  กองร้อยที่ ๕ (ส่งกำลังทางอากาศ)

ก.       การจัดหน่วยงานตั้งแต่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๙ ถึงปัจจุบัน เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งสวนราชการ กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๕ เล่มที่ ๑๐๓ ตอนที่ ๑๗๖ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๒๙ เป็นต้นมา และให้ใช้อัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ตำรวจตระเวนชายแดน พุทธศักราช ๒๕๓๑ ตามคำสั่งกรมตำรวจที่ ๕๕๐/๒๕๓๑ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๑ ให้กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศฯ เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ภารกิจและการจัดหน่วย

          ภารกิจ สนับสนุนการปฏิบัติการสงครามพิเศษ ฝึกอบรมและปฏิบัติการสนับสนุนการยุทธส่งทางอากาศ การยุทธเคลื่อนที่ทางอากาศ การส่งกำลังทางอากาศ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจพิเศษตามคำสั่งของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและกรมตำรวจ

ขีดความสามารถ

๑.      เคลื่อนที่ทางอากาศโดยการโดดร่มได้ทั้งหน่วย หากได้รับการสนับสนุนอากาศยาน

๒.      ฝึกอบรมสงครามนอกแบบ การต่อต้ายการก่อการร้ายสากลและนักโดดร่มกรมตำรวจ

๓.      ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งทางบกและทางน้ำได้อย่างรวดเร็ว

๔.      สนับสนุนกองบังจับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคหรือกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนได้ตลอดเวลา

๕.      ปฏิบัติภารกิจพิเศษตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและกรมตำรวจได้ตลอดเวลา

๖.      กำลัง ๑ กองร้อยรบพิเศษ พร้อมเคลื่อนที่ไปปฏิบัติงานได้ภายใน ๒ ชั่วโมง นับแต่รับคำสั่งให้ปฏิบัติ

รูปการจัดแบ่งออกเป็น ๖ แผนก ๘ กองร้อย

๑.      แผนก ๑ (กำลังพล)

๒.      แผนก ๒ (การข่าว)

๓.      แผนก ๓ (การยุทธ/การจัด/การฝึก)

๔.      แผนก  ๔ (ส่งกำลังบำรุง)

๕.      แผนก ๕ (กิจการพลเรือน)

๖.      แผนก ๖ (การเงิน)

๗.      กองร้อยที่ ๑ (สนับสนุน) มีภารกิจในการสนับสนุนการยิงให้กับส่วนกำลังรบ ควบคุมและสนับสนุนการปฏิบัติการสื่อสาร การขนส่ง การแพทย์ การรักษาความปลอดภัย และเป็นหน่วยสนับสนุนในการปฏิบัติการสงครามพิเศษและการยุทธส่งทางอากาศ

๘.      กองร้อยที่ ๒ (กิจการพิเศษ) มีภารกิจในการปฏิบัติการด้านการพัฒนา การสงเคราะห์ การปฏิบัติการจิตวิทยา การฝึกและการศึกษาอบรม เป็นกำลังสนับสนุนในการปฏิบัติการสงครามพิเศษ การยุทธส่งทางอากาศ ในกรณีเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ ภาวะฉุกเฉินหรือภาวะสงคราม

๙.      กองร้อยที่ ๓ (ส่งกำลังทางอากาศ) มีภารกิจในการทำการฝึกและปฏิบัติการสงครามพิเศษ การยุทธส่งทางอากาศ การปฏิบัติการส่งกำลังทางอากาศ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเป็นหน่วยฝึกนักโดดร่มของกรมตำรวจ

๑๐.  กองร้อยที่ ๔ (รบพิเศษ) เป็นกองร้อยหลักในการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลและการก่อการร้ายในเมือง การถวายความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่สำคัญ เป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติการสงครามพิเศษและการยุทธส่งทางอากาศ

๑๑.  กองร้อยที่ ๕-๘ (รบพิเศษ) เป็นหน่วยกำลังหลักในการสนับสนุนในการปฏิบัติการสงครามพิเศษ การยุทธส่งทางอากาศ การยุทธเคลื่อนที่ทางอากาศในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงรวมทั้งภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดน ได้รับการยกฐานะเป็น กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นการบังคับบัญชากับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
และเมื่อ พุทธศักราช 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 กำหนดให้กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศมีงานด้านการถวายความปลอดภัยด้านอัคคีภัยในเขตพระราชฐานและที่ประทับ โดยจัดตั้งเป็น ส่วนราชการใหม่ คือ กองกำกับการ 5 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ
นับได้ว่า กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ เป็นหน่วยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่พร้อมจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดจวบจนปัจจุบัน

                       

 
   สถิติจำนวนผู้เยี่ยมชม
view